ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน เป็นพืชที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อของเหง้ามีสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีแสด เอกลักษณ์ที่เด่นชัด คือ รสชาติที่จัดจ้าน สีสันมีความสวยงาม อีกทั้งยังได้มีการนำเอาสมุนไพรมาประยุกต์ผสมผสานลงไปในอาหารไทย ทำให้ได้รสชาติที่ดูแตกต่างแต่ลงตัว เมื่อพูดถึงเรื่อง สมุนไพร ที่คนไทยนิยมนำมาทำอาหาร เราคงจะพลาดที่จะเอ่ยถึง ขมิ้นชัน ไม่ได้ เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีสีสัน

สะดุดตา ตลอดจนมีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มพูนเป็นลำดับถัดมาจากความอร่อย ตอนนี้เราจะมาทำความรู้จักกับสมุนไพรชนิดกันให้มากขึ้น เพราะเหตุใดจึงเป็นที่นิยม และประโยชน์ที่ได้จากสมุนไพรชนิดนี้

วิตามินและแร่ธาตุในขมิ้นชัน
นอกจากเราจะเราสามารถนำขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหาร ใช้ย้อมสี หรือใช้เพิ่มกลิ่นให้กับอาหารแล้ว ในขมิ้นชันยังมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบีรวม วิตามินซี วิตามินอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เกลือแร่ เส้นใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน

เริ่มเล่าเท้าความถึงขมิ้นชันนั้น เป็นไม่ล้มลุกอายุหลายปี ความสูงของลำต้นเพียง 30 – 90 เซนติเมตรเท่านั้น มีเหง้าใต้ดิน ส่วนตรงกลางมีขนาดใหญ่รูปไข่ มีแขนงแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ที่อยู่ตรงข้ามกันคล้ายนิ้วมือ เนื้อในเหง้ามีสีเหลืองเข้ม กลิ่นหอม คนไทยรู้จักกันในฐานะของพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ นิยมนำมาใช้ประกอบอาหาร ปัจจุบันยังได้เพิ่มการแต่งสี แต่งกลิ่น เพิ่มรสชาติให้อาหารมีความน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น อาหารที่นิยมใส่ขมิ้นชัน ได้แก่ แกงเหลือง ข้าวหมกไก่ แกงกะหรี่ ขนมเบื้องญวน ไก่ทอด แกงไตปลา มัสตาร์ด เนย มาการีน เป็นต้น

จุดเริ่มต้นของการที่คนเราหันมารับประทานขมิ้นชันนั้น เชื่อกันว่ามีต้นตอมาจากชาวอินเดีย หรือที่เรียกว่า ชาวภารตะ ที่นิยมกินขมิ้นชันกันมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว ส่วนคนไทยก็มีความนิยมกินขมิ้นชันเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะทางภาคเหนือและภาคใต้นิยมใส่ขมิ้นชันลงไปในอาหารประเภทแกงเผ็ดเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้มีสีเหลืองและยังช่วยดับกลิ่นคาวปลาได้อีกด้วย รวมทั้งการใส่ลงไปในอาหารก็จะช่วยไม่ให้อาหารบูดเสียง่าย

เพราะในขมิ้นชันมีคุณสมบัติที่ช่วยต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนั้น การใช้ขมิ้นชันในอาหารจะช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ ป้องกันการเหม็นหืนของน้ำมันและไขมันเมื่อต้องเก็บไว้เป็นเวลานานๆ นับว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบในการช่วยถนอมอาหารและยังมีคุณค่าทางโภชนาการให้อาหารได้อีกด้วย

ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน

Is a plant with underground rhizomes The flesh of the rhizome is dark yellow to bright color. The distinctive identity is the bold taste. The colors are beautiful In addition, herbs have been applied to blend into Thai food. Resulting in a different but perfect taste When it comes to Thai herbs that are used in cooking We must not fail to mention turmeric because it is another ingredient that gives food its color.

Notably, as well as having medicinal properties that are beneficial to the body increase as the next step after delicious Now let’s get to know more about the different types of herbs. Why is it popular? And the benefits obtained from this herb

Vitamins and minerals in turmeric
In addition, we will be able to use turmeric in cooking, dyeing or adding flavor to food. Turmeric contains many vitamins and minerals such as vitamin A, vitamin B complex, vitamin C, vitamin E, calcium, phosphorus, iron, minerals, dietary fiber, carbohydrates and protein.

Began to tell the foot of that turmeric Is not a biennial, many years old The height of the trunk is only 30 – 90 centimeters. With underground rhizomes The middle part is large, oval. There are two branches that are opposite each other like fingers. The flesh in the rhizome is dark yellow and fragrant. Thai people are known as plants, herbs and spices. Commonly used for cooking Nowadays, the color, flavor and flavor have also been added to make food even more appetizing. Popular foods with turmeric include yellow curry, chicken biryani, yellow curry, steamed bun, fried chicken, fried chicken, mustard, butter and margarine

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

หญ้าหวาน

หญ้าหวาน ทำไมถึงเรียกว่าหญ้าหวาน ? นั่นเป็นเพราะว่าในส่วนของใบหญ้าหวานนั้นมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 10-15 เท่า แต่เป็นความหวานที่ไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และที่สำคัญก็คือสารสกัดที่ได้จากหญ้าหวานที่มีชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) นั้นเป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200-300 เท่า ! และด้วยความที่มันมีคุณสมบัติพิเศษอย่างนี้ หญ้าหวานจึงเป็นพืชที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้รักสุขภาพเป็นอย่างมาก โดยได้มีการนำไปใช้ในด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ อย่างเครื่องดื่ม ยาสมุนไพร และด้านการแพทย์

สำหรับในประเทศไทย หญ้าหวานได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในภายหลัง และได้มีการนำเข้ามาปลูกในช่วงปี พ.ศ.2518 โดยได้มีการนำมาเพาะปลูกในภาคเหนือ ซึ่งจะเพาะปลูกกันมากในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำพูน เนื่องจากพืชนิดนี้จะชอบอากาศที่ค่อนข้างเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส และพืชชนิดนี้จะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600-700 เมตร

หญ้าหวานมีการใช้กันอย่างกว้างขวางยาวนานโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาใต้ เมื่อปี ค.ศ.1887 ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีรายงานว่ามันเป็นอันตรายแต่อย่างใด จนกระทั่งต่อมาในปี ค.ศ.1985 ก็ได้มีผลงานวิจัยทางด้านลบของหญ้าหวานออกมา โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ John M. Pezzuto และคณะ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้สรุปผลการวิจัยและตีพิมพ์ลงในวารสาร Proc. Nati. Acad. Sci. โดยระบุว่าหญ้าหวานนั้นอันตราย เพราะทำให้เกิดการ Mutagenic สูงมาก

ในหนูทดลอง ซึ่งจากผลงานวิจัยนี้เอง ส่งผลให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ออกมาประกาศว่าหญ้าชนิดนี้ไม่ปลอดภัยและห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย (ขณะนั้นนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี)

หญ้าหวาน

หญ้าหวาน

Why is it called Stevia? This is because stevia leaves are 10-15 times sweeter than sugar, but they are non-energizing. And most importantly, the stevia extract, stevioside, is 200-300 times sweeter than sugar! And with this special feature Stevia is a plant that is receiving a lot of attention from health lovers. It has been applied in various industries such as beverages, herbal medicine and medical fields.

For in Thailand Stevia began to play a role later. And has been imported to plant in the year 2518 has been cultivated in the north. Which are cultivated in Chiang Mai, Chiang Rai, Phayao and Lamphun provinces because this little plant likes cool weather. In areas with a temperature of about 20-26 ° C and this plant grows well when cultivated in areas with an altitude of about 600-700 meters above sea level.

Stevia was used extensively by South American scientists in 1887, at the time that it was not reported to be harmful. Until later in 1985, there was a negative study of stevia. By a scientist named John M. Pezzuto and his team, which is an American scientist. The research concluded and published in the journal Proc. Nati. Acad. Sci. Stating that stevia is dangerous. Because it causes a very high mutagenic

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

มะกรูด

มะกรูด แก้อาการหน้ามืด วิงเวียนช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด อีกทั้งยังช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ เพียงนำมะกรูดมาผ่าครึ่งแล้วนําไปลนไฟให้เปลือกนิ่ม แล้วค่อยๆบีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละน้อยๆ จะช่วยบรรเทาอาการไอได้ อีกทั้งยังเป็นยาขับเสมหะได้ดี

หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับมะกรูดเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทpมาอย่างยาวนาน เพราะนิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากมะกรูด จะใช้เป็นเครื่องประกอบในอาหารต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงามและในด้านของยาสมุนไพร นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สารเคมีที่สำคัญที่พบได้ในผลมะกรูดก็คือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งในส่วนของเปลือกผลหรือผิวมะกรูดและในส่วนของใบ โดยเปลือกผลจะมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 4% และในส่วนของใบนั้นจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณ 0.08% และยังสกัดยากกว่าน้ำมันในเปลือกผลอีกด้วย แต่ก็ยังมีจุดเด่นตรงที่น้ำมันจากใบจะมีกลิ่นมากกว่านั่นเอง จึงนิยมใช้ทั้งน้ำมันมะกรูดทั้งจากใบและเปลือกผล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย

มะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค
ช่วยทำให้เจริญอาหาร
น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้


ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม
ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)

มะกรูด

Many of you are probably familiar with bergamot as well. Because it is the herb for a long time Because it is popularly used as an essential ingredient in curry paste Usually we tend to use kaffir lime leaves and kaffir lime skin as part of many kinds of food ingredients. Side of beauty and in the field of herbal medicine It is also considered to be an auspicious tree that is commonly planted around the house. Because it is believed that it will make the residents happy It will be planted in the northwest.

The main chemical found in bergamot is essential oil. Which is both in the bark or kaffir lime skin and in the leaves The rind contains about 4% essential oils and the leaves contain approximately 0.08% essential oils and are also harder to extract than the oil in the peel. But still has the advantage that the oil from the leaves will smell more than that. Therefore, it is popular to use both bergamot oil from the leaves and the peel. Which this essential oil can be used for many purposes and also has medicinal properties

Bergamot is high in anti-oxidants. Helps to strengthen the immune system to strengthen the body and resist disease
Helps to increase appetite
Bergamot essential oil has properties to help relieve stress. Relieve anxiety Calming the mind By inhaling the skin of bergamot or bergamot oil will help to some extent. But the use should not use more than 1% concentration because it may cause irritation.


Helps to cure insomnia With the use of kaffir lime skin, licorice root, Plaiqiang, turmeric, turmeric in equal amounts, ground into a powder, brewed, dissolved in hot water or boiled into drinking water.
Used as a heart tonic With the use of fresh kaffir lime skin into small pieces, about 1 spoon curry, add a handful of camphor or borneol, brew with boiling water, soak it and leave the water to drink 1-2 times (fruit peel).

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

ขิงมีประโยชน์อย่าไร

ขิงมีประโยชน์อย่าไร งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ชี้ให้เห็นว่า สารประกอบต้านการอักเสบในขิงบางชนิด สามารถผ่อนคลายเยื่อบุในทางเดินหายใจ ซึ่งจะช่วยลดอาการไอ

ทำให้ขิง สามารถช่วยบรรเทาอาการไอแห้งๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ วิงเวียนได้อีกด้วย

สูตรขิงแก้ไอ คือ ให้ชงชาขิง หรือ น้ำขิง แล้วหั่นฝางขิงสดบางๆ ลงในถ้วยน้ำร้อน ถ้าหากให้เด็กกิน อาจจะเติมน้ำมะนาวลงไปด้วย เพราะจะช่วยให้รสชาติดี สามารถทานได้ง่ายขึ้น

ขิงช่วยลดน้ำหนัก
ขิงช่วยลดน้ำหนักได้ เป็นสรรพคุณที่สาว ๆ หลายคนคงจะสนใจกันไม่น้อย เพียงแค่ดื่มน้ำขิงเป็นประจำวันละ 1-3 แก้ว ก็จะช่วยให้น้ำหนักเราลดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะว่าน้ำขิงมีฤทธิ์ร้อน เมื่อดื่มเข้าไปแล้วความร้อนที่ได้จะเข้าไปช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

ขิงช่วยลดน้ำตาลในเลือด ต้านโรคเบาหวาน
ขิงมีสารที่มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของอินซูลินในร่างกายเรา ช่วยเพิ่มอัตราการนำน้ำตาลในร่างกายไปใช้ได้มากขึ้น จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และปลอดภัยมากกว่าการใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด

ขิงช่วยให้ประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพของออสเตรเลีย Kathleen McFarlane ค้นพบว่า ผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 50-60 ปี ที่รับประทานขิงเป็นประจำมีประสิทธิภาพของสมองดีขึ้น

ขิงมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ
นอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ขิงยังมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวดได้ดีอีกด้วย ซึ่งขิงมีประสิทธิภาพในการยับยั้งอาการอักเสบของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เปรียบเสมือนยาบรรเทาปวด

ขิงมีประโยชน์อย่าไร

ขิงมีประโยชน์อย่าไร

One study Point out that Some anti-inflammatory compounds in ginger Can relax the mucous membranes in the respiratory tract This will help reduce coughing.

Ginger can help relieve dry cough, it also helps relieve nausea. Dizzy, too

The recipe for coughing ginger is to brew ginger tea or ginger ale, then cut a thin slice of fresh ginger. Into a cup of hot water If giving children to eat May add lemon juice to it Because it gives good taste Can be eaten more easily

Ginger helps you lose weight.
Ginger can help you lose weight. It is a property that many young people would be interested in each other quite a bit. Just drink 1-3 glasses of ginger a day, it will help us lose weight unbelievable. Because ginger juice is hot After drinking it, the heat it gets will help burn energy in the body.

Ginger lowers blood sugar. Anti-diabetic
Ginger contains substances that have properties to stimulate the activity of insulin in the body. Help increase the rate of sugar in the body to use more Thus resulting in lower blood sugar levels And safer than using drugs to lower blood sugar levels

Ginger improves brain performance.
Australian health expert Kathleen McFarlane discovered that women in their 50-60s who took ginger regularly had better brain performance.

Ginger has analgesic and anti-inflammatory effects.
Besides helping to nourish the brain Ginger also has a good analgesic effect as well. Which ginger is effective in inhibiting inflammation of joints and muscles Like a pain reliever drug

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

สมุนไพร

สมุนไพร ยามาจากพืชสัตว์และแร่ธาตุตามธรรมชาติและไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายใน สามารถใช้รักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และเป็นยาบำรุงร่างกาย (วัสดุปลูก) ได้มาจากพืชโดยตรงใช้เป็นยาสำหรับใบไม้ดอกไม้ผลไม้หนังเมล็ดพืชเป็นต้น ประกอบด้วยสารที่ผลิตได้

สมุนไพรผึ้งรังนกน้ำมันตับปลาเกลือแร่ธรรมชาติ – กำมะถันจากอวัยวะของสัตว์ (สารจากสัตว์) รากและลำต้นไซเปรสเนื้อไม้เปลือกตับสายไฟแตรเอ็นอุจจาระเป็นต้น สมุนไพรเช่นน้ำมันตับปลาและเกลือ Epsom และอนุพันธ์ (ธาตุ) ใช้เป็นยา

สมุนไพรได้มาจากพืชวัตถุสัตว์สิ่งของหรือองค์ประกอบระยะเวลาที่ใช้ในการบริโภคหรือรูปแบบของสมุนไพรที่ใช้เป็นยารักษาโรค กระบวนการบางอย่างสามารถแบ่งออกได้ดังนี้:

  1. แบบฟอร์มของเหลว. ยาเหล่านี้มักได้รับจากกระบวนการต่างๆเช่นยาต้ม นั่นคือหั่นสมุนไพรแล้วต้มในน้ำ หยดทางหลอดเลือดดำเป็นสารดูดความชื้นที่สับละเอียดย่างและชงในน้ำ น้ำสมุนไพรที่เตรียมโดยการแตะสมุนไพรสดทั้งหมดเติมน้ำคั้นน้ำยาแล้วรับประทานจากนั้นนำสมุนไพรแห้งห่อผ้าขาวแล้วแช่ในสาเก
  2. สำหรับพืชสมุนไพรที่เป็นของแข็งให้หั่นพืชสมุนไพรดิบลงในแก้วบาง ๆ ตากแดดให้แห้งบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมแล้วใส่ชามขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม.
  3. กึ่งแข็งรูปแบบของเหลวสมุนไพรเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มักใช้เป็นการเตรียมภายนอกสำหรับการบีบอัดและของเหลว
  4. ในการรักษาโรคทางเดินหายใจเช่นการใช้รูปแบบการสูบบุหรี่พิเศษอื่น ๆ หรือการรมยาเพื่อรักษาบาดแผลหลังคลอดบุตรมดลูกจะอยู่ในท่าเทียบท่าของหญิง

สมุนไพร

สมุนไพร


Medicinal herbs are naturally derived from plants, animals and minerals and do not alter the internal structure. It can be used to treat ailments and as a body tonic (planting material) directly derived from plants, used as medicine for leaves, flowers, fruits, skins, seeds, etc. Contains manufactured substances.

Bee herbs, bird’s nest, cod liver oil, natural mineral salts – sulfur from animal organs. (Animal substances) roots and stems, cypress, wood, bark, liver, wires, horns, feces, etc. Herbs such as cod liver oil and Epsom salt and their derivatives (trace elements) are used as medicine.

Herbs are derived from a plant, object, animal, object or composition, the duration of their consumption, or the form of the herb used as a medicine. Some of the processes can be divided as follows:

  1. Liquid form. These drugs are often obtained through processes such as decoction. That is, cut the herbs and boil them in water. An intravenous drip is a desiccant that is finely chopped, roasted and brewed in water. Herbal Juice Prepared by tapping all fresh herbs, add juice and drink, then wrap dried herbs in white cloth and soak in sake.
  2. For solid herbs, slice raw herbs into thin glasses. Dry in the sun, ground into powder, mix with honey or syrup and put in a small bowl of 1 cm diameter.
  3. Semi-solid, liquid form, these herbs are in perfect condition. It is often used as an external preparation for compresses and fluids.
  4. To treat respiratory ailments, such as other special forms of smoking or fumigation to treat postpartum wounds. Female docks

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

ใบมะกรูด

ใบมะกรูด หลาย ๆ ท่านคงคุ้นเคยกับมะกรูดเป็นอย่างดี เพราะเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทpมาอย่างยาวนาน เพราะนิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดและผิวมะกรูดมาเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องปรุงอาหารหลายชนิด นอกจากมะกรูด จะใช้เป็นเครื่อง

ประกอบในอาหารต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงามและในด้านของยาสมุนไพร นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านอีกด้วย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

สารเคมีที่สำคัญที่พบได้ในผลมะกรูดก็คือน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีทั้งในส่วนของเปลือกผลหรือผิวมะกรูดและในส่วนของใบ โดยเปลือกผลจะมีน้ำมันหอมระเหยประมาณ 4% และในส่วนของใบนั้นจะมีน้ำมัน

หอมระเหยอยู่ประมาณ 0.08% และยังสกัดยากกว่าน้ำมันในเปลือกผลอีกด้วย แต่ก็ยังมีจุดเด่นตรงที่น้ำมันจากใบจะมีกลิ่นมากกว่านั่นเอง จึงนิยมใช้ทั้งน้ำมันมะกรูดทั้งจากใบและเปลือกผล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างและยังมีสรรพคุณเป็นยาอีกด้วย

ประโยชน์ของมะกรูด
มะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค

ช่วยทำให้เจริญอาหาร
น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้

ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม


ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1-2 ครั้ง (เปลือกผล)
ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกับน้ำเดือดใส่การบูรเล็กน้อย แล้วนำมารับประทาน

ใบมะกรูด

Many of you are probably familiar with bergamot as well. Because it is the herb for a long time Because it is popularly used as an essential ingredient in curry paste Usually we tend to use kaffir lime leaves and kaffir lime skin as part of many kinds of food ingredients. Side of beauty and in the field of herbal medicine It is also

considered to be an auspicious tree that is commonly planted around the house. Because it is believed that it will make the residents happy It will be planted in the northwest.

The main chemical found in bergamot is essential oil. Which is both in the bark or kaffir lime skin and in the leaves The rind contains about 4% essential oils and the leaves contain about 0.08% essential oils and are also harder to extract than the oil in

the peel. But still has the advantage that the oil from the leaves will smell more than that. Therefore, it is popular to use both bergamot oil from the leaves and the peel. Which this essential oil can be used for many purposes and also has medicinal properties

Kaffir lime leaves

Bergamot
Bergamot is high in anti-oxidants. Helps to strengthen the immune system to strengthen the body and resist disease

Helps to increase appetite
Bergamot essential oil has properties to help relieve stress. Relieve anxiety Calming the mind By inhaling the skin of bergamot or bergamot oil will help to some extent. But the use should not use more than 1% concentration because it may cause irritation.

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

ใบกระท่อม

ใบกระท่อม ในประเทศไทยมีการน ามาใช้เป็นยาแก้โรคบิด ท้องร่วง และปวดมวนท้อง และบางพื้นที่
กล่าวกันต่อมาว่าสามารถบรรเทาโรคเบาหวานได้ ชาวนานิยมบริโภคโดยการเคี้ยวใบสด หรือเอาใบ
มาย่างให้เกรียมและต าผสมกับน้ าพริกรับประทานเป็นอาหาร เพื่อให้มีแรงท างานและสามารถทน

ตากแดดอยู่กลางแจ้งได้เป็นเวลานานโดยไม่รู้สึกเหนื่อย ชาวมลายูใช้ใบกระท่อมต าพอกแผล และใช้
ทั้งใบเผาให้ร้อนวางบนท้องรักษาโรคม้ามโต ตลอดจนใช้กระท่อมเพื่อทดแทนฝิ่นในท้องที่ซึ่งหาฝิ่น
ไม่ได้ และบ่อยครั้งมีการใช้ใบกระท่อมเพื่อควบคุมการติดฝิ่น โดยเฉพาะในประเทศนิวซีแลนด์ใน

กระท่อมเป็นไม้ยืนต้นที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า มิตราไจนา สเปซิโอซา คอร์ท (Mitragyna Speciosa
Korth) จัดอยู่ในตระกูล รูเบียซีอี (Rubiaceae) มีถิ่นก าเนิดในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาลายู จนถึงเกาะนิวกินีด้วย ที่พบในประเทศไทยมีอยู่ ๓ พันธุ์ คือ

แตงกวา (ก้านเขียว) ยักษาใหญ่ (รูปใบใหญ่) และก้านแดง มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละที่ เช่น
ในประเทศไทย ภาคเหนือเรียกอีด่าง อีแดง กระอ่วม ภาคใต้ เรียกท่อม หรือท่ม ในมลายูเรียกคูทุม

(Kutum) หรือ คีทุมเบีย (Ketum Bia) หรือ เบียก (Biak) ลาวเรียก ไนทุม (Neithum) อินโดจีน
เรียก โคดาม (Kodam)

กระท่อมจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ชนิดเดียวกับกัญชา ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
กระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ปานกลาง มีแก่นเป็นไม้เนื้อแข็ง สูง10 -15 เมตร อยู่ในตระกูล
Mitragyna speciosa ใบคล้ายใบกระดังงา มีชนิดก้านใบแดงและใบเขียว ดอกกลมโตขนาดเท่า
ผลพุทรา ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม แผ่นใบขนาดกว้างประมาณ 5-10 ซม.
ยาวประมาณ 8-14 ซม. ดอกมีสีขาวอมเหลืองออกเป็นช่อตุ้มกลมขนาด 3-5 ซม.
แหล่งที่พบ ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น ปทุมธานี แต่จะพบมากในป่าธรรมชาติบริเวณภาคใต้
เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูลพัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตอนบนของ
ประเทศมาเลเซีย

ใบกระท่อม

ใบกระท่อม

In Thailand It is used as a cure for dysentery, diarrhea and abdominal pain. And some areas
It is said that it can relieve diabetes. Farmers prefer to consume it by chewing fresh leaves or taking leaves.
They are grilled to scorch and mixed with chili sauce. In order to have strength Work and can tolerate

Can be exposed to the sun for a long time without feeling tired. Malays use kratom leaves to mask wounds and
Both leaves burned to heat and placed on the stomach to treat an enlarged spleen. As well as use huts to replace opium in the locality which finds opium
No, and kratom leaves are often used to control opium infection. Especially in New Zealand in

The cottage is a perennial plant scientifically known as Mitragyna Speciosa.
Korth) belongs to the Rubiaceae family, native to tropical East Asia.
Southwest, especially Thailand, Malayu, to the island of New Guinea. Found in Thailand, there are 3 varieties:

Cucumbers (green stalks), large (large leaf shape) and red stalks have different names for each place, such as
In Thailand, the northern region is called kutum, the southern part is called the pipe, or in Malay it is called Kutum.

(Kutum) or Ketumbia (Ketum Bia) or Beak (Biak) Lao called Naithum (Neithum) Indochina.
Call Kodam

Kratom is classified as a Category 5 narcotic, the same as marijuana. According to the drug act

Botanical characteristics
The cottage is a medium sized perennial. There is a core of hardwood 10 -15 meters high in the family.
Mitragyna speciosa leaves like ylang-ylang. There are red and green stalks. Large flowers
The fruit is a single green leaf. Arranged in pairs The leaves are about 5-10 cm wide.
Approximately 8-14 cm long, the flowers are yellowish white, forming a cluster of 3-5 cm round lobes.
It is found in some provinces in the central region such as Pathum Thani, but is found mostly in the natural forests of the southern region.
Such as Surat Thani, Nakhon Si Thammarat, Trang, Satun, Phatthalung, Songkhla, Yala, Pattani, Narathiwat and upper
Malaysia

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก

กัญชา

กัญชา การใช้ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยรักษาสุขภาพได้มาก กัญชามีผลต่อสมองน้อยกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของร่างกาย แต่อย่างใดและเป็นอันตรายต่อสุขภาพน้อยกว่าการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เพียง แต่ทำให้ร่างกายของคุณรู้สึกขยันเท่านั้น แต่ยังไม่ขี้เกียจหรือช้าอีกด้วย

นอกจากนี้กัญชายังมีคุณสมบัติที่ช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยได้หลากหลาย ใช้รักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งไม่ว่าจะช่วยให้รู้สึกอยากอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงของมวลไขมันในผู้สูบบุหรี่และผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และใช้รักษาอาการทางจิตเพื่อรักษาอาการของโรคซึมเศร้าใช้เป็นยานอนหลับว่ากันว่าเป็นยาที่สามารถใช้ในการจัดการสุขภาพกายและจิต

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้คนใช้กัญชามากเกินไปก็จะเกิดอาการประสาทหลอน เนื่องจากกัญชามีฤทธิ์ป้องกันระบบประสาทและยากล่อมประสาท ตอนแรกฉันมักจะร่าเริงตื่นเต้นและหัวเราะ สิ่งนี้ทำให้เกิดภาพหลอนและคุณควบคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้นควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์จะดีที่สุด

  1. กัญชามีสรรพคุณทางยา ตำรายาไทยระบุ: ช่วยเพิ่มความอยากอาหารและใช้เป็นยาชูกำลังในทางการแพทย์กัญชาใช้ในการรักษามะเร็งและผู้ป่วยโรคเอดส์ การใช้ส่วนผสมในอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน กระตุ้นการกินให้ดีขึ้น
  2. ข้อดีของกัญชาคือเป็นยานอนหลับที่ดี เนื่องจากไม่มีสารเคมีเจือปนจึงมักใช้ในทางการแพทย์เป็นยาเพื่อรักษาความผิดปกติของระบบประสาท แก้อาการผิดปกติทางระบบประสาททำให้หลับง่ายขึ้นอย่าคิดมาก
  3. ลักษณะเฉพาะของกัญชามีฤทธิ์ในการป้องกันอาการของโรคซึมเศร้า มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกายให้สมดุล ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสดชื่นมีความสุขสงบและไม่ก้าวร้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางอารมณ์ อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าคุณต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม
  4. กัญชายังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวด และเป็นยาต้านการอักเสบที่ยอดเยี่ยมในทางเภสัชวิทยากัญชาได้รับการแสดงเพื่อลดอาการปวดกล้ามเนื้อและตะคริวในผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะโรคลมชักหรือโรคพาร์คินสัน ใช้เป็นยาแก้ปวดไมเกรนสตรีที่มีประจำเดือนโรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ
  5. กัญชามีสรรพคุณช่วยรักษาอาการหอบหืด นอกจากนี้ยังช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม
  6. กัญชามีสรรพคุณทางยาที่ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงท้องร่วงตะคริวปวดท้องหรือปวดในผู้ที่มีอาการท้องผูกและกัญชายังใช้เป็นยาแก้พิษได้อีกด้วย
  7. ประโยชน์ของกัญชาสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังกลากเกลื้อนเสมหะในลำคอได้
  8. กัญชามีสารสำคัญที่ช่วยควบคุมสารก่อมะเร็งด้วย นอกจากนี้ยังมีการค้นพบการทดลองทางเภสัชวิทยา นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการรักษาอาการของโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดสมอง
  9. กัญชามีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาอาการของโรคอัลไซเมอร์ จากการศึกษาในต่างประเทศเกี่ยวกับโรคนี้กัญชามีสารสำคัญที่ขัดขวางเซลล์โปรตีนเบต้าไม่ให้ผลิตสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
  10. กัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญในร่างกาย เนื่องจากการทดสอบพบว่าผู้ที่ใช้กัญชาเป็นโรคอ้วนน้อยกว่าผู้ที่ไม่เคยใช้กัญชา ผู้ที่ใช้กัญชามีระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ มีคอเลสเตอรอลชนิดดีสูงและที่สำคัญมีรอบเอวที่เล็ก

กัญชา

กัญชา

Using the right amount will help you maintain a lot of health. Marijuana has less effect on the brain than drinking alcohol. And it doesn’t hurt your body’s performance in any way, and it’s less harmful to your health than smoking or drinking alcohol. Not only does it make your body feel diligent, it’s neither lazy nor slow

In addition, marijuana has properties that help treat a variety of illnesses. It is used to treat nausea and vomiting in cancer patients whether it helps to feel appetite. Reduces the risk of fat mass in smokers and people with heart disease. And it is used to treat mental disorders to treat the symptoms of depression. It is used as a sleeping pill. It is said to be a medicine that can be used for physical and mental health management.

However, when people use marijuana too much, they become hallucinating. This is because marijuana has neuroprotective and sedative effects. At first I was always cheerful, excited and laughing. This causes hallucinations and you lose control of yourself. Therefore, it should be used under the supervision of a doctor for the best.

Cannabis

  1. Marijuana has medicinal properties. The Thai drug book states: Helps increase appetite and uses it as a tonic In the medical setting, marijuana is used to treat cancer and AIDS patients. Using the mixture in foods for the patient to eat helps reduce nausea and vomiting. Stimulate to eat better
  2. The advantage of cannabis is that it is a good sleeping pill. Due to the lack of chemical additives, it is often used in medicine as a drug to treat neurological disorders. Cure neurological disorders Make it easier to fall asleep Don’t think too much
  3. Characteristics Cannabis has the effect of preventing the symptoms of depression. It helps to regulate the levels of hormones in the body for balance. This makes the user feel refreshed, happy, calm and non-aggressive, especially emotionally. However, repeat that you need to use the right amount
  4. Marijuana also has properties that help relieve pain. And it’s an excellent anti-inflammatory drug Pharmacologically, cannabis has been shown to reduce muscle soreness and cramps in patients with bladder, epilepsy, or Parkinson’s disease. Used as an analgesic for migraine Women with dysmenorrhea, rheumatoid arthritis, etc.

ขอบคุณข้อมูลจาก Google

ติดตามเราได้ที่ คลิก